"ชี้แจงกรณีนิวส์ดอทคอมออสเตรเลียเตือนกลโกงที่นักท่องเที่ยวพบในไทย"

"ชี้แจงกรณีนิวส์ดอทคอมออสเตรเลียเตือนกลโกงที่นักท่องเที่ยวพบในไทย"
ตามเวบไซต์ ผู้จัดการออนไลน์ ได้ลงข่าว ข้อมูลที่นิวส์ดอทคอมออสเตรเลีย ระบุกระทรวงกิจการต่างประเทศและการค้า ประเทศออสเตรเลีย ประกาศเตือนนักท่องเที่ยวว่าหนึ่งในสิบประเทศจุดหมายปลายทางที่ชาวออสเตรเลียเดินทางไปเยือนมากที่สุด มีอยู่ 6 ชาติที่นักท่องเที่ยวต้องเผชิญกับกลโกงสารพัด ประกอบด้วย อินโดนีเซีย ไทย จีน สิงคโปร์ ฟิจิ และอินเดีย ซึ่งในส่วนของประเทศไทย กลโกงที่นักท่องเที่ยวออสเตรเลียพบบ่อยที่สุด คือ กลโกงตอนเช่าเจ็ตสกี ในภูเก็ต พัทยา เกาะสมุยและเกาะพะงัน การฉ้อโกงบัตรเครดิตและเอทีเอ็ม และหลอกขายเครื่องประดับเพชรพลอยในราคาสูงเกินจริง เมื่อวันพุธที่ 8 มีนาคม 2560เวลา 11.41 น. นั้น
กรมการท่องเที่ยวและกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้
 1. กรณีกลโกงตอนเช่าเจ็ทสกี เกิดจากการที่นักท่องเที่ยวเช่าเจ็ทสกี แล้วเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับเจ็ทสกีลำอื่น หรือกระแทกหินใต้ทะเล แล้วผู้ประกอบการเรียกค่าเสียหาย รวมค่าขนส่ง และค่าเสียเวลา  ในการซ่อม โดยอ้างว่าจะต้องขนส่งไปซ่อมนอกพื้นที่ มูลค่ารวมความเสียหายจึงสูงจนนักท่องเที่ยวมองว่าไม่ได้รับความยุติธรรม เช่น เฉี่ยวชนบาดแผลเล็กน้อยซ่อมสีประมาณ 3,000 บาท แต่เมื่อรวมกับค่าขนส่ง 10,000 บาท ค่าเสียเวลาอีก 3 วัน 18,000 บาท (วันละ 6,000 บาท) รวมทั้งสิ้น 31,000 บาท เป็นต้น ซึ่งข้อเท็จจริงอาจไม่มีการขนส่งและมีเจ็ทสกีลำอื่นทดแทนอยู่แล้ว กรมการท่องเที่ยวขอเรียนว่า ปัจจุบันกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวได้เชิญผู้ประกอบการเช่าเจ็ทสกีมาประชุมโดยกำหนดมาตรการให้ผู้ประกอบการทำประกันความเสียหายภาคบังคับและให้นักท่องเที่ยวตรวจสอบสภาพ ตำหนิของเจ็ทสกีและลงนามในเอกสารรับทราบเงื่อนไขในการชดใช้ค่าเสียหายก่อนการเช่า โดยตำรวจท่องเที่ยวมีการดำเนินการตรวจสอบการขออนุญาตใช้เรือ และความถูกต้องของเจ็ทสกีเป็นประจำ และเมื่อได้รับแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่สายตรวจและร้อยเวรจะเข้าไปตรวจสอบ และช่วยไกล่เกลี่ยต่อรองราคาค่าขนส่งและค่าเสียเวลา จนผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวพอใจ ซึ่งในปี พ.ศ. 2559 ดำเนินการช่วยเหลือ จำนวน 6 ครั้ง
2. กรณีการโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิตหรือแกงค์สกิมเมอร์ เข้าข่ายเป็นกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กองบังคับการปราบปราม และ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บูรณาการกัน โดยประสานงานกับธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เฝ้าระวัง และดำเนินการมาติดตามจับกุมมาโดยตลอด
ในปี พ.ศ.2559 ถึงปัจจุบัน กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวรายงานว่าสามารถจับกุมกลุ่มคนร้ายโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิต ได้ 6 ราย โดยมีสัญชาติจีนทั้งหมด ซึ่งคนร้ายโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิตของผู้เสียหายจากต่างประเทศ นำมาบันทึกข้อมูลลงบัตรอิเล็กทอนิกส์ แล้วกระทำความผิดในประเทศไทย จึงไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า ผู้เสียหายที่ถูกโจรกรรมข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์มานั้น เป็นสัญชาติใดบ้าง
3. การหลอกลวงขายอัญมณีในราคาที่สูงเกินจริง เกิดจากร้านจำหน่ายอัญมณีแจ้งกับนักท่องเที่ยวว่าอัญมณีเหล่านั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและเป็นราคาที่ปลอดภาษี จึงทำให้นักท่องเที่ยวสมัครใจซื้อสินค้าในราคาที่ตกลงกันไว้ แต่ต่อมามีการนำอัญมณีไปตรวจสอบแล้วพบว่ามีราคาสูงเกินจริง จึงได้นำมาร้องเรียน ซึ่งสถิติตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน มีผู้ร้องเรียนกรณีดังกล่าว 103 ครั้ง เป็นชาวออสเตรเลีย 5 ราย นักท่องเที่ยวไม่ประสงค์จะดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกงหรือตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค แต่จะขอคืนสินค้าและขอเงินคืน ซึ่งตำรวจท่องเที่ยวจะประสานงานกับร้านค้าเพื่อให้คืนเงินแก่นักท่องเที่ยว โดยร้านค้าอาจหักเงินไว้ 5-10% แล้วแต่กรณี ขณะนี้ กรมการท่องเที่ยวอยู่ระหว่างการจัดทำมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว โดยผู้ประกอบการที่ผ่านการรับรองมาตรฐานดังกล่าว จะต้องเป็นสถานประกอบการที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการติดป้ายแสดงราคาสินค้าที่ชัดเจน มีความปลอดภัย และถูกสุขลักษณะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวในการเลือกใช้สินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวในแต่ละประเภท สำหรับธุรกิจอัญมณี ได้ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคืนเงินให้แก่นักท่องเที่ยวหากไม่พอใจในคุณภาพของสินค้าทุกกรณี โดยแจ้งเงื่อนไข  ให้นักท่องเที่ยวทราบล่วงหน้าก่อนการตัดสินใจซื้อ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวจะเริ่มประกาศและให้การรับรองภายในเดือนมีนาคมนี้ และจะได้ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเลือกซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่ผ่านการรับรองมาตรฐานต่อไป